วันอังคาร, พฤษภาคม ๑๗, ๒๕๕๔

อาวรณ์ในตัวตน...

ช่วงนี้ไล่ฟังไฟล์เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ จนหมดชุดที่ 37 แล้ว

ชุดนี้จะเริ่มเน้นเรื่องการแยกธาตแยกขันธ์
ฟังๆไป ก็ลองน้อมใจคิดตามที่หลวงพ่อสอน คือแยกขันธ์ในร่างกายดูไปเรื่อยๆ

ขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
แยกไปทีละส่วน แล้วลองหาดูว่า มีตัวเราอยู่ในขันธ์ต่างๆหรือไม่

เมื่อหาดูแล้ว ไม่พบในขันธ์ใดเลย ก็เกิดความรู้สึกหวงแหนอัตตาขึ้นมา
เศร้าเสียใจที่อัตตามันไม่อยู่ จนถึงขนาดสะอื้นร้องไห้ไปนิดนึง

ตัวเรายังรักอัตตาขนาดนี้ แค่ไปคิดๆเอาว่ามันไม่อยู่ ก็ยังเสียใจ
คงจะอีกนาน กว่าจะละอัตตาตัวตนทิ้งได้

คงจะต้องฝึกสมถะเพิ่มกำลังอีกสักหน่อย จะได้มีแรงรู้ได้ชัดขึ้น

เลยได้ประจักษ์ลางๆว่า อ้อ.. เรารักตัวเองถึงเพียงนี้นี่เอง...

วันจันทร์, พฤษภาคม ๐๒, ๒๕๕๔

อย่าชวนฉันไป สายหนอ สายเพ่ง...

มักมีคนมาชักชวน อวดอ้าง หรืออะไรก็ตามแต่
ว่าให้ผมไปปฏิบัติธรรมแบบเขาบ้าง...

ซึ่งสายที่เขาแนะนำให้ไปทำ ส่วนใหญ่ก็สายหนอ สายเพ่ง

ผมไม่อยากจะอวดอ้าง หรือยกตน เพราะก็เห็นมานะในจิตอยู่
แต่ที่ผมรู้สึกคือ ผมไม่ถูกจริตกับสายเพ่ง หรือสายหนอ เลย
หรือถ้าให้พูดยกหางตัวเอง ก็บอกว่า ผมเลยจุดนั้นไปแล้ว

ถึงจะไม่เคยไปเข้าคอร์สจริงจังกับสายนั้น แต่ผมก็เคยเสียเวลาลองทำตามที่ศึกษามา น่าจะหลายเดือนอยู่ และก็พบว่ามันก่อให้เกิดความเครียดมากเกินไป เรียกง่ายๆ ว่าไม่ถูกจริต

เห็นคนที่บอกว่าไปทำแล้วดี ก็อยากถามเขาเหมือนกันว่า แล้วตอนไม่ทำล่ะ ดีไหม?
ตอนที่อยู่นอกเวลาปฏิบัติ จิตใจเป็นแบบไหน โกรธแล้วรู้ทันไหม ด่าเขาแล้วรู้ตัวไหม

ทุกวันนี้ เวลาเจอพวกจะพาไปเพ่ง ก็จะบอกว่าไม่สนใจปฏิบัติไปเลย จบ
ดีกว่ามานั่งบอกว่าเราทำแบบไหนอยู่ เดี๋ยวก็จะทะเลาะกันเปล่าๆ

เพราะพวกสายเพ่งนี่แหละ อัตตาหนาแน่น ชวนทะเลาะเก่งนักแลฯ

(บทความนี้ เขียนด้วย มานะ )

วันอาทิตย์, ตุลาคม ๓๑, ๒๕๕๓

มานะ เป็นสิ่งละเอียด…

อ่านบทความของหลวงพ่อปราโมทย์เรื่องนี้่

การภาวนาในชั้นละเอียด ต้องระวัง กิเลสจะดูเหมือนกุศล
http://www.dhammada.net/coffee/index.php/topic,63.0.html

ส่วนที่น่าสนใจคือการยกตัวอย่างเรื่อง มานะ

อย่างเวลาเราเห็นครูบาอาจารย์ปุ๊บนะ เรามีศรัทธากับท่านนะ โอ๊ ท่านดีจังเลยนะ มองตัวเองแว๊บเดียว ทำไมมันแย่อย่างนี้ เทียบเขาเทียบเราปั๊บ นี่คือมานะนะ เห็นไหม พลิกนิดเดียวเองน่ะ โอ๊ กำลังศรัทธาๆ พอหันมามองดูตัวเองนะ ไม่ได้เรื่อง มีเขามีเราขึ้นมาแล้ว มีมานะนะ เทียบเขาเทียบเรา นึกว่าศรัทธา

ทำให้เข้าใจได้ละเอียดขึ้นว่า บางขณะ เราเกิดมานะ นอกเหนือจากแค่อัตตา

และทำให้เห็น “มานะ” ชัดเจนขึ้นอีกระดับ…

วันศุกร์, กันยายน ๐๓, ๒๕๕๓

twitter ใช้ฝึกดูจิตไม่ได้ดอก...

มาเขียน เพราะเห็นว่าวันนี้มีการเผยแพร่ blog ของท่าน jakrapnog เรื่อง ฝึกดูจิตด้วย twitter http://jakrapong.com/2009/10/18/follow-your-heart-twitter/ ซึ่งจากที่ได้อ่าน ดูว่าผู้เขียนยังเข้าใจคำว่า "ดูจิต" คลาดเคลื่อนไปพอสมควร

ประเด็นทีว่ารู้สึกอย่างไร ก็บันทึกลง twitter ไปนั้น เรียกว่าหลงไปเสียแล้ว
เพราะถ้ามีสติ ดูจิตที่มันเกิดขึ้น และเห็นมันดับลงไปแล้ว จะไม่ทันได้ควักมือถือออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป
ถ้าจิตแช่ในอารมณ์นานพอจะทวิตข้อความได้ นั่นก็แสดงว่าต้องแช่อยู่ราว 5-10 วินาทีขึ้นไปทีเดียว

เรื่องบันทึกอารมณ์แต่ละวันแล้วย้อนกลับไปนั้น จะมีประโยชน์บ้าง ก็คงเป็นเรื่องเพื่อการสำนึกและปรับนิสัย
หากจะบอกว่ามีประโยชน์ใดๆ ต่อการฝึกสติหรือไม่ คงต้องตอบตรงไปตรงมาว่า "ไม่"
เพราะการฝึกสติ หรือดูจิตนั้น ต้องเป็นการดูใน "ปัจจุบันเท่านั้น"

และที่ยากยิ่งกว่าคือ "ไม่ส่งจิตออกนอก" ไม่ไปเที่ยวค้นคว้าเกาะเกี่ยวสิ่งนอกเหนือจากกายและใจตัวเอง
รวมถึง "ไม่ส่งจิตเข้าใจ" คือไม่วกกลับเข้ามาหมกมุ่นหลงแช่ในอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ในใจตัวเอง

ตรงนี้แหละคือหลักสำคัญที่ต้องเข้าใจให้แม่นยำ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการปฏิบัติของตวเองได้ว่ามาถูกทางหรือไม่
ถ้ามีอารมณ์อยู่นานจนพิมพ์ข้อความได้ หรือแม้แต่พูดได้ หรือแค่คิดจนจบประโยคบ่นได้ ก็นับได้ว่าหลงไปเสียแล้ว

สิ่งที่เกิดคือเห็นโทสะ (หรืออื่นๆ) เกิดขึ้นใจจิต เห็นว่ามันเกิดขึ้น เห็นมันอยู่ เห็นว่าพอเราไม่เติมอาหารคืออารมณ์ให้มันแล้ว มันก็ดับไปเอง โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เราไม่ใช่ผู้ที่ไปบังคับให้มันเกิดหรือมันดับ
มันเกิดเพราะมีเหตุให้เกิด มันดับเพราะหมดเหตุของมัน

อย่างนี้เอง จึงเรียกว่า เข้าใจกระบวนการดูจิต และเห็นจิตเป็นของไม่เที่ยง...

ไม่ขอเผยแพร่ในวงกว้าง เพราะเกรงจะสร้างศัตรูทางใจ แต่ขออธิบายไว้ เผื่อใครจะมีกรรมร่วมกันได้ผ่านมาอ่าน...
หากจะทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจไปบ้าง ก็ขออภัย