วันเสาร์, มีนาคม ๒๒, ๒๕๕๑

ความสวย ไม่เท่ากับ ความสุข...

เห็นข่าวคนสวยฆ่าตัวตายวันนี้...

สาวไฮโซอาจารย์เอแบคประชดรักดิ่ง10ชั้นดับ

“อาจารย์สาวไฮโซ” ม.ดังเครียดเรื่องรักโดดตึกชั้น 10 ดับ!!

อจ.สาวม.เอแบค ดิ่งตึกดับ แฟนติดดาราดัง [22 มี.ค. 51 - 03:29]

.

น่าเสียดายคนสวยระดับดาวมหาวิทยาลัย
ต้องมาคิดสั้นเพราะความไม่รู้เท่าทันใจตัวเอง...

หากคนเราให้เวลาศึกษาจิตใจตัวเองเสียแต่ยังเยาว์

เราก็อาจจะไม่ต้องเสียทรัพยากรมนุษย์ไปเพราะเหตุไร้สาระเช่นนี้...

.

หาอะไรยึดไว้เถิด อะไรก็ได้ที่จะแน่ใจว่าจะไม่ทำร้ายเรา

ไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนาก็ได้
จะเป็นพ่อแม่ หรือแม้แต่ต้นไม้ซักต้น ก็ยังดีกว่าไม่มี

เพราะการเป็นคนที่เคว้งคว้างไร้สมอยึดใจ

นั่นต่างหากที่อันตรายอย่างแท้จริง...

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,,

วันศุกร์, มีนาคม ๑๔, ๒๕๕๑

เพราะฉันไม่คิด ฉันจึงไม่มีอยู่...

ก่อนที่ René Descartes นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส
จะเกิดออกมาคิดประโยคอมตะว่า Cogito, ergo sum...

กว่า 2100 ปีก่อนหน้านั้น มีชายผู้หนึ่งได้ประกาศความคิดนี้ไปแล้ว
คือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือ Gautama Buddha

ทรงประกาศแนวคิดอันชัดเจนแจ้มแจ้ง และง่ายดายดังหงายของที่คว่ำ
เอาไว้ว่า "เพราะมีอวิชชา เราจึงมีอยู่"

อวิชชา แปลตรงๆได้ว่า ความไม่รู้

ควรอธิบายด้วย ปฏิจจสมุปบาท ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาท
หมายถึง สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น,
การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้

๑. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา - เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขารจึงมี
๒. สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณี - เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
๓. วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ - เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
๔. นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ - เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
๕. สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส - เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา - เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
๗. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา - เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
๘. ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ - เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
๙. อุปาทานปจฺจยา ภโว - เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพจึงมี
๑๐. ภวปจฺจยา ชาติ - เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี
๑๑. ชาติปจฺจยา ชรามรณํ - เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาสมฺภวนฺติ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมมัส อุปายาส จึงมีพร้อม

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้จึงมีด้วยประการฉะนี้

ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก

via 007772 - ภาพศิลป์ ชุด "ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เหตุแห่งทุกข์"

.

ถ้าปฏิจจสมุปบาท ซับซ้อนเกินไปสำหรับคุณ
แน่นอนครับ มันยากเกินไปสำหรับผมด้วย

ก็บอกกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า เพราะเราไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิต เราถึงต้องเกิดมา
ตราบใดที่เรายังไม่รู้ เราก็ยังคงต้องเกิดแล้วเกิดอีกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้
นั่นคือการรู้แจ้ง หรือนิพพาน อันเป็นการหลุดพ้น

แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้เกิดเป็นคนทุกชาติไปหรอก
ดังนั้นจงอย่าประมาทในการใช้ชีวิต

.

การปฏิบัติธรรมนั้น คือการเฝ้ารู้ ไม่ใช่เฝ้าคิด

จงรู้สิ่งที่เกิดอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมา
ไม่ต้องไปคิดหาคำนิยามใดๆ ให้กับมัน

แม้แต่การสงสัย ก็ต้องรู้ว่าเรากำลังสงสัย
และอยู่แต่เพียงปัจจุบัน ไม่ไปติดกับความสงสัยที่ผ่านไปแล้ว

เมื่อใดที่เราปราศจากคำว่าสงสัย นั่นแลเราจักเรียกว่าเกิดภาวะตื่น ภาวะรู้

และเมื่อใดภาวะตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่เกิดอย่างแข็งทื่อ หรือคงที่อย่างฝืนธรรมชาติ

เมื่อนั้นจิตจะเริ่มปล่อยวางสิ่งต่างๆ
เพราะทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น และดับไปทั้งสิ้น

บัดนั้น ทุกข์จะกลายเป็นของไร้สาระแก่ใจเราไปในทันที
เพราะทุกข์เกิดขึ้น แต่ใจเราไม่เอา ไม่ยึดมันไว้แม้เสี้ยววินาที...

.

I think, therefore I am. ก็คือเศษเสี้ยวของปฏิจจสมุปบาท เราดีๆ นี่เอง

ปล.ขอแนะนำ http://www.fungdham.com/sound/pramote.html

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ ๒๑, ๒๕๕๑

โอวาทปาฏิโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]...

ขอยกโอวาทปาฏิโมกข์ มาให้อ่านกัน
เนื่องในวันมาฆบูชา

.

โอวาทปาฏิโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]

หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา
หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่
พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป
ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม
ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา
(อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้
แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา
ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา),

คาถาโอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้ (โอวาทปาติโมกข์ ก็เขียน)
สพฺพปาปสฺส อกรณํ     กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ     เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต     ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ     ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค     เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

แปล :
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑
การบำเพ็ญแต่ความดี ๑
การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม,
ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,
ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑
ความเพียรในอธิจิต ๑
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ
ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

http://www.84000.org/tipitaka/dic/

มาฆบูชา via Wikipedia

.

สมัยก่อนนั้น การจะแสดงปาติโมกข์
ต้องอยู่ในชุมนุมสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ และไม่ปะปนด้วยคฤหัสถ์เด็ดขาด

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=7&A=5360&Z=5403&pagebreak=0

ก็คงจะหาอะไรแบบนั้นยากแล้วในสมัยนี้
คงเหลือเป็นการสวดเพื่อทบทวนพระวินัยเท่านั้น

และก็ไม่แปลก ถ้าเราจะไม่เคยได้ฟัง
เพราะมีพระวินัยบัญญัติไว้ ว่าถ้าแสดงให้คฤหัสถ์ฟัง ก็อาบัติไปเสียอีก

ห้ามสวดปาติโมกข์ในบริษัทที่มีคฤหัสถ์
[๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล พระเทวทัตต์สวดปาติโมกข์ในบริษัทที่มีคฤหัสถ์ปนอยู่ด้วย.
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งห้ามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ในบริษัทที่มีคฤหัสถ์ปนอยู่ด้วย
รูปใดสวด ต้อง อาบัติทุกกฏ.

ต้องได้รับอาราธนาจึงสวดปาติโมกข์ได้
[๑๗๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ไม่ได้รับอาราธนาสวดปาติโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งห้ามภิกษุ ทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ได้รับอาราธนา
ไม่พึงสวดปาติโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตปาติโมกข์ให้เป็นหน้าที่ของพระเถระ.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=4&A=4582

.

ส่วนที่ว่า ทำไมจึงสวดปาติโมกข์กันเดือนละ 2 ครั้ง
ก็มีที่มาครับ ดังเรื่องต่อไปนี้...

สวดปาติโมกข์ในวันอุโบสถ
[๑๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายทราบว่า
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการสวดปาติโมกข์แล้ว จึงสวดปาติโมกข์ทุกวัน.
ภิกษุทั้งหลายพากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ทุกวัน รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดปาติโมกข์ในวันอุโบสถ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายทราบว่า
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการสวดปาติโมกข์ในวัน อุโบสถแล้ว
จึงสวดปาติโมกข์ปักษ์ละ ๓ ครั้ง คือ ในวัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ
ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ปักษ์ละ ๓ ครั้ง
รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.             

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดปาติโมกข์ ปักษ์ละ ๑ ครั้ง
คือ ในวัน ๑๔ ค่ำ หรือ วัน ๑๕ ค่ำ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=4&A=4163

.

เขียนนานมาก แต่ไม่รู้เรื่อง
ตกลงแล้วคุณอ่านแล้วได้อะไรครับ

ผมอ่านเองก็งงเอง

เอาว่าไปอ่านเรื่องนี้ต่อครับ สนุกกว่าของผมเยอะเลย
มาฆบูชา CODE

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,

วันอาทิตย์, มกราคม ๒๐, ๒๕๕๑

ดูรู้...หนึ่งพรรษา... [book]

วันนี้ขอแนะนำหนังสือที่เพิ่งจะอ่านจบไปครับ...

ชื่อหนังสือคือ ดูรู้...หนึ่งพรรษา
เขียนโดย พระศุภิจ สุภกิจโจ

หลังจากเริ่มอ่าน ผมถึงได้รู้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นโลกคู่ขนาน
ของหนังสือที่ผมเคยแนะนำมาก่อนแล้วชื่อ ดูจิต...หนึ่งพรรษา
โดย พระปัญญาวโรภิกขุ

ดูจิต หนึ่งพรรษา... [book]

.

ที่ผมว่าเป็นโลกคู่ขนาน เพราะเป็นการเขียนถึงช่วงเวลาเดียวกัน
ในการบวชที่เดียวกันของพระสองรูป

เป็นบันทึกคำสอนของพระอาจารย์
บันทึกการปฏิบัติ และสิ่งที่ได้รับ รวมถึงการแก้ปัญหาที่เกิด

นับว่าเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติมากครับ

ถ้าผมเรียกเล่ม ดูจิต...หนึ่งพรรษา ว่าสำหรับขั้นกลาง
หนังสือ ดูรู้...หนึ่งพรรษา เล่มนี้ ก็คงเหมาะกับชั้นเริ่มต้นครับ

เพราะเนื้อหาจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าค่อนข้างมาก
เน้นสอดแทรกรายละเอียดที่ผู้เริ่มเดินทางมักจะสงสัย

แต่ชั้นเริ่มต้นที่ผมว่า คือผู้เริ่มต้นปฏิบัติอย่างถูกทางนะครับ

สำหรับผู้ยังไม่มีพื้นฐานหลักการของสมถะวิปัสนาเลย
ก็ยังคงไม่ได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ดี

นับเป็นหนังสือสองเล่มคู่ที่น่าอ่านน่าเก็บ
และน่าซื้อหาแจกเป็นธรรมทานครับ...