วันเสาร์, สิงหาคม ๒๓, ๒๕๕๗
ธุลี...
ถ้าจะบอกว่าเริ่มสวดเพราะหมอดูทัก ก็น่าอายอยู่
แต่ก็เป็นความจริงครับ ถ้าหมอดูไม่บอกว่าให้สวดมนต์เสริมบารมีบ้าง
ผมก็อาจจะไม่คิดจะสวดมนต์ก่อนนอน หรือตอนไหนๆ เลยไปตลอดชีวิตก็ได้...
เพราะหนึ่ง ขี้เกียจ สอง ขี้เกียจ และสาม ขี้เกียจ...
แต่หลังจากสวดมายาวนานประมาณเดือนกว่าๆ
สั้นบ้าง ยาวบ้าง จนกระทั่งได้ชุดสวดมนต์ที่ลงตัว
วันก่อนนั้น ก็เกิดระลึก ขึ้นได้ระหว่างกำลังสวด...
ระลึกได้แบบ สะท้อนเข้าไปที่แกนกลางจิตใจ
ว่า.. นี่ฉันกำลังทำอะไร ฉันพูดภาษาที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ใช้การเปล่งเสียงแบบนี้
แล้วการเปล่งเสียงนี้ จะมีอะไรฟังรู้เรื่องหรือแม้แต่จะได้ยินไหม
แล้วฉันจะได้อะไร จากการพร่ำเปล่งเสียงแบบนี้
โลกอันกว้างใหญ่ ไม่ได้มีฉันคนเดียวที่ทำแบบนี้
วาบ กว้าง กระจายออกไป ระลึกถึงความ "เล็กน้อย" ของตัวเอง
ตัวเองที่มันไม่มีอะไร ไม่สำคัญอะไร...
เป็นเหมือน หรือยิ่งกว่าเม็ดธุลีหน่วยอะไรสักอย่าง ของจักรวาลอันกว้างใหญ่...
ฉันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากสิ่งที่ฉันทำ หรือไม่ทำ เลย...
สะท้อนกลับเป็นความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก
ก้มหน้าลงเกือบจะร้องไห้... แต่ก็หยุดเอาไว้
สวดมนต์ต่อจนจบ... และล้มลงเตรียมตัวนอน
และหลังจากวันนั้น ผมก็ได้ประสบการณ์ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งน่าสนใจว่า จะเป็นอารมณ์ที่จะเอาไปสอนจิตตัวเองต่อไปในแบบไหน...
คงต้องคอยดูต่อไป...
วันเสาร์, เมษายน ๒๐, ๒๕๕๖
ยังไม่ผ่านการกลัวตาย...
รู้สึกได้ว่า ไม่หงุดหงิด ไม่กระวนกระวาย ทั้งๆ ที่ใจช่วงนี้สับสนหนัก
วันศุกร์, ธันวาคม ๒๘, ๒๕๕๕
สำรวจตัวเอง ถึง ธันวาคม 2555...
แต่คิดว่านานน่าจะราวปีถึงสองปี
ที่ผมไม่มีพัฒนาการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนักในการภาวนา
ที่รู้สึกได้ชัดคือ สามารถเข้าสู่ภาวะขณิกสมาธิแบบสมถะได้เร็ว
คือวื้บๆ เข้ามานิ่งๆ สงบๆ เบาๆ สบายๆ ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม
บางจังหวะเร็วมาก แบบวางใจไว้แบบที่คุ้นเคย ก็วูบสงบเบาไปเฉยๆ
แต่ก็นั่นแหละ มันก็แค่สมถะ มันก็ทำให้สุขได้แบบชั่วคราว สั้นมากๆ
ผมจึงไม่อยากนับว่ามันดีหรือเป็นการพัฒนาอะไร
แต่ที่รู้สึกแน่ๆ คือสามารถจับเพ่งร่างกายได้ละเอียดมากขึ้น
โดยเฉพาะเท้า ที่ผมว่าถูกจริตมาก
เพราะผมสังเกตตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมเป็นคนถูกจริตกับการเดิน
เดินแล้วจิตสงบง่าย ไม่วอกแวกเหมือนกับเวลาพยายามนั่งเฉยๆ
เลยกลายเป็นว่าพักหลังเห็นร่างกายเดินชัดขึ้นเรื่อยๆ
เห็นแม้กระทั่งนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว ว่าขณะเดินมันงอขึ้นหรือลงยังไง
เห็นร่างกาย ใบหน้า แขนขา ว่าขยับไปทางไหน
ซึ่งแน่นอนว่า มันยังคงอยู่แค่ระดับสมถะภาวนา
ถ้าบอกว่าติด ก็คงติดว่า ยังไม่สามารถยกระดับให้ขึ้นไปเห็นไตรลักษณ์
ซึ่งควรจะเป็นขั้นต่อไป ที่ควรจะทำได้ แต่ก็ยังทำไม่ได้
ถ้าให้เดา ก็คงเป็นเพราะขาดกำลังสมาธิในรูปแบบ
เพราะเป็นคนที่ขี้เกียจนั่งสมาธิมาก สวดมนต์ก็ไม่เอา
อาศัยแต่การสังเกตุดูจิต ดูกาย ตัวเองไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน
แน่ล่ะ ว่าดูไปแบบขี้เกียจๆ ตามจริตนิสัยนั่นเอง
ตอนนี้เลยตั้งเป้าหลวมๆ ไว้ว่า อยากจะลองดูให้เห็นไตรลักษณ์
เห็นการดับของอารมณ์ต่างๆ ให้ได้เสียที
หลังจากเห็นแต่การเกิด แต่ก็ไม่เคยเทียบตอนดับ
พยายามทำให้เป็นธรรมชาติ เพราะกลัวว่าจะเป็นการเพ่งกด
หวังว่าในปีหน้า 2556 จะทำได้ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้...
วันอาทิตย์, มิถุนายน ๐๓, ๒๕๕๕
ผงในตา...
ซึ้งเลยว่าที่เคยคิดว่าดี มันไม่ดีเลย ใช้ไม่ได้เลย...
บางทีปัญหาที่เราสอบผ่านได้ยากที่สุด ก็มาจากสิ่งที่เราเคยชินกับมันมาตั้งแต่เกิด
ความที่มันหมักหมม สั่งสมมาทั้งชีวิต ทำให้ยากที่จะมองเห็นว่ามันเป็นปัญหา
อาจต้องการใครสักคนที่มองเห็น และชี้ให้เราเห็น "นี่ไง"
และวินาทีนั้น มันเหมือน ความมืดมันระเบิดออกเลย โพล่งเลย
รู้เลยตอนนั้นว่า นี่แหละ ปมนิดเดียวที่เราแก้ไม่ออก ตัดไม่ขาดมันคืออะไร
สำหรับผม วันนี้ผมได้คนที่มาชี้บอกแล้ว
เข้าใจเลยว่า วินาทีนั้นมันเป็นยังไง
เหมือนผงที่อยู่ในตาเรา โดนคนมาบอกว่า นี่ไง ผงมันอยู่ตรงนี้ไง
ถึงจะยังเขี่ยมันไม่ออก แต่ก็ทำให้สว่างขึ้นว่า อ๋อ นี่ไงปัญหา เราเห็นมันแล้ว
ต่อไปคือ เราจะจัดการกับมันอย่างไร...
ขอบคุณเหลือเกิน...
วันเสาร์, พฤษภาคม ๒๖, ๒๕๕๕
วัดตัวเอง วันนี้...
นับจากวันแรก น่าจะราวเกิน 5 ปีได้แล้ว ที่เริ่มฝึกแนวดูจิต
ทำไปแบบตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง ลุ่มๆ ดอนๆ เพราะออกแนวขี้เกียจ
ถึงวันนี้ พอจะบอกได้ว่า ตัวเองนั้นรู้จักอารมณ์ต่างๆ ได้เกือบหมดแล้ว
บางทีก็ไม่ได้นั่งระบุแยกแยะหรอก ว่าอารมณ์ตอนนั้นๆ คืออะไร
แต่จะรู้สึกว่า จิตมันไม่เป็นกลาง มันเด้งออกจากความไม่มีอารมณ์ที่จำได้
คราวนี้เลยรู้ง่าย เพราะอะไรที่ไม่ใช่ความเป็นกลาง ก็รู้ว่าไม่เป็นกลาง
จะมีดูยากคือ โมหะ ที่มักจะคลุมอยู่นาน และรู้บ้างไม่รู้บ้าง
รู้สึกว่า พัฒนาการช่วงนี้ไปอย่างช้ามาก เหมือนไม่มีอะไรก้าวหน้า
แต่ก็รู้สึกดีว่า อย่างน้อย มันก็เป็นอัตโนมัติเอามากๆ
เรียกว่า อารมณ์แรงๆ เด้งขึ้นมาเนี่ย ไม่ทันที่มันจะไปไหน มันก็รู้แล้ว
และมันก็ดับลงตรงนั้นเลย... ดับแบบเห็นๆ เร็วมากจริงๆ
รู้เลยว่า ถ้าไม่ให้อาหาร กิเลสมันก็ตาย เหมือนไฟหมดเชื้อ อย่างคำสอนจริงๆ...
พยายามกันต่อไป...
วันพฤหัสบดี, มีนาคม ๐๘, ๒๕๕๕
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ ๒๘, ๒๕๕๕
7 ปี...
เลยลองค้นหากระทู้ที่ตนเองเคยได้ถามตอบเอาไว้
คิดว่าเก่าสุดน่าจะราวปี 2005 หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย
ก็กลายเป็นว่า ปีนี้เป็นปีที่ 7 พอดีที่ผมเริ่มสนใจธรรมะ
เคยอ่านเจอมาว่า ถ้าตั้งใจ ไม่ 7 วัน 7 เดือน ก็ 7 ปี น่าจะเห็นธรรม
สงสัยเพราะผมเองเกียจคร้าน และปัญญาด้อยไปหน่อย
7 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นธรรมขนาดนั้น :)
แต่จะบอกว่าไม่ก้าวหน้าเลยก็ไม่ใช่ เพียงแต่ยังไม่มั่นใจ
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะได้เจอพระดีๆ ครูบาอาจารย์ มาชี้แนะแนวทางให้เหมือนกัน
ก็พยายามกันต่อไป
วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ ๒๖, ๒๕๕๕
หนังสือ นิพพาน...ที่นี่...เดี๋ยวนี้

ตื้นโดยส่วนมาก ลึกแค่บางส่วน
อ่านง่ายสำหรับผู้เริ่มศึกษา
ยังไม่ค่อยจับใจ...
เชิงบวก เชิงลบ...
ทำให้รู้สึกถึงภาวะอึดอัด (เชิงลบ) ได้เร็วและง่ายขึ้น
แต่ยังไม่ไวพอกับภาวะสบายๆ (เชิงบวก)
ต่อไปก็จะพยายามรู้สึกถึงภาวะเชิงบวกให้ได้ไวขึ้น ไม่หลงไปกับมัน
และต่อไปค่อยมองว่าภาวะกลางๆ ก็ไม่เที่ยง
พยายามต่อไป...

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม ๐๘, ๒๕๕๔
กายไม่ใช่เรา รู้หรือคิดไปเอง...
มันจะเหมือนจับวัตถุอะไรบางอย่าง เหมือนจับร่างกายของคนอื่น ไม่ใช่ของตัวเอง
เวลาเอามือลูบหน้า หรือจับแขนขามือตัวเอง แทบจะทุกครั้ง ที่จะรู้สึกว่า มันแปลกไป ไม่รู้สึกว่ามันเหมือนเป็นอวัยวะของตัวเองเหมือนแต่ก่อน
พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นการเริ่มมองเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวตน
จริงๆ คิดไปถึงว่าอาจเป็นความผิดปกติของระบบประสาทตัวเองด้วยซ้ำไป
แต่ไม่ใช่ว่าจะรู้สึกแบบเด็ดขาดนะ มันเหมือนยังกึ่งๆ ว่าจะใช่ดีไม่ใช่ดีอยู่
แต่ที่แน่ๆ ค่อนไปทางไม่ใช่...
จับแล้วเหมือนจับวัตถุนิ่มๆ มีอุณหภูมิ มีพื้นผิว
อีกนิดเดียวก็แทบจะรู้สึกเหมือนจับโต๊ะเก้าอี้แล้ว
อาจเป็นเพราะการหัดระลึกถึงปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ
ทำให้สัมผัสมันชัดเจนกว่าปกติก็ได้ ทำให้รู้สึกไปอย่างนั้น
ปัญหาคือ รู้แบบนี้แล้วจะไปทางไหนต่อ
กำลังหาคำตอบต่อไป...
วันเสาร์, สิงหาคม ๒๗, ๒๕๕๔
ความมากน้อย ขึ้นอยู่กับผู้ศึกษา...
อยู่ที่ว่า คนที่เข้ามาศึกษาต้องการศึกษาแค่ไหน และมีพื้นฐานความรู้ถึงแค่ไหน
การพยายามบอกว่ากลางๆ หรือต่ำๆ ก็พอ นั่นเพราะไม่รู้จักสูง...
เหมือนเรากำลังพูดถึงก้อน unknown ขนาดใหญ่มากก้อนหนึ่ง ใหญ่เท่าจักรวาล
เรามีกำลังพอจะรับรู้แค่ไหน เราก็ว่ามันมีอยู่แค่นั้น ทั้งๆที่ไม่ใช่
ฉันใดก็ฉันนั้น...
พยายามกันต่อไป...
วันอังคาร, พฤษภาคม ๑๗, ๒๕๕๔
อนิจจังแห่งการปฎิบัติ...
อาวรณ์ในตัวตน...
วันจันทร์, พฤษภาคม ๐๒, ๒๕๕๔
อย่าชวนฉันไป สายหนอ สายเพ่ง...
วันอาทิตย์, ตุลาคม ๓๑, ๒๕๕๓
มานะ เป็นสิ่งละเอียด…
อ่านบทความของหลวงพ่อปราโมทย์เรื่องนี้่
การภาวนาในชั้นละเอียด ต้องระวัง กิเลสจะดูเหมือนกุศล
http://www.dhammada.net/coffee/index.php/topic,63.0.html
ส่วนที่น่าสนใจคือการยกตัวอย่างเรื่อง มานะ
อย่างเวลาเราเห็นครูบาอาจารย์ปุ๊บนะ เรามีศรัทธากับท่านนะ โอ๊ ท่านดีจังเลยนะ มองตัวเองแว๊บเดียว ทำไมมันแย่อย่างนี้ เทียบเขาเทียบเราปั๊บ นี่คือมานะนะ เห็นไหม พลิกนิดเดียวเองน่ะ โอ๊ กำลังศรัทธาๆ พอหันมามองดูตัวเองนะ ไม่ได้เรื่อง มีเขามีเราขึ้นมาแล้ว มีมานะนะ เทียบเขาเทียบเรา นึกว่าศรัทธา
ทำให้เข้าใจได้ละเอียดขึ้นว่า บางขณะ เราเกิดมานะ นอกเหนือจากแค่อัตตา
และทำให้เห็น “มานะ” ชัดเจนขึ้นอีกระดับ…
วันศุกร์, กันยายน ๐๓, ๒๕๕๓
twitter ใช้ฝึกดูจิตไม่ได้ดอก...
ประเด็นทีว่ารู้สึกอย่างไร ก็บันทึกลง twitter ไปนั้น เรียกว่าหลงไปเสียแล้ว
เพราะถ้ามีสติ ดูจิตที่มันเกิดขึ้น และเห็นมันดับลงไปแล้ว จะไม่ทันได้ควักมือถือออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป
ถ้าจิตแช่ในอารมณ์นานพอจะทวิตข้อความได้ นั่นก็แสดงว่าต้องแช่อยู่ราว 5-10 วินาทีขึ้นไปทีเดียว
เรื่องบันทึกอารมณ์แต่ละวันแล้วย้อนกลับไปนั้น จะมีประโยชน์บ้าง ก็คงเป็นเรื่องเพื่อการสำนึกและปรับนิสัย
หากจะบอกว่ามีประโยชน์ใดๆ ต่อการฝึกสติหรือไม่ คงต้องตอบตรงไปตรงมาว่า "ไม่"
เพราะการฝึกสติ หรือดูจิตนั้น ต้องเป็นการดูใน "ปัจจุบันเท่านั้น"
และที่ยากยิ่งกว่าคือ "ไม่ส่งจิตออกนอก" ไม่ไปเที่ยวค้นคว้าเกาะเกี่ยวสิ่งนอกเหนือจากกายและใจตัวเอง
รวมถึง "ไม่ส่งจิตเข้าใจ" คือไม่วกกลับเข้ามาหมกมุ่นหลงแช่ในอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ในใจตัวเอง
ตรงนี้แหละคือหลักสำคัญที่ต้องเข้าใจให้แม่นยำ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการปฏิบัติของตวเองได้ว่ามาถูกทางหรือไม่
ถ้ามีอารมณ์อยู่นานจนพิมพ์ข้อความได้ หรือแม้แต่พูดได้ หรือแค่คิดจนจบประโยคบ่นได้ ก็นับได้ว่าหลงไปเสียแล้ว
สิ่งที่เกิดคือเห็นโทสะ (หรืออื่นๆ) เกิดขึ้นใจจิต เห็นว่ามันเกิดขึ้น เห็นมันอยู่ เห็นว่าพอเราไม่เติมอาหารคืออารมณ์ให้มันแล้ว มันก็ดับไปเอง โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เราไม่ใช่ผู้ที่ไปบังคับให้มันเกิดหรือมันดับ
มันเกิดเพราะมีเหตุให้เกิด มันดับเพราะหมดเหตุของมัน
อย่างนี้เอง จึงเรียกว่า เข้าใจกระบวนการดูจิต และเห็นจิตเป็นของไม่เที่ยง...
ไม่ขอเผยแพร่ในวงกว้าง เพราะเกรงจะสร้างศัตรูทางใจ แต่ขออธิบายไว้ เผื่อใครจะมีกรรมร่วมกันได้ผ่านมาอ่าน...
หากจะทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจไปบ้าง ก็ขออภัย
วันพุธ, เมษายน ๐๗, ๒๕๕๓
อาการของจิต...
อาการของจิตที่ดึงเข้า คือราคะ
อาการของจิตที่ผลักออก คือโทสะ
อาการของจิตที่ไม่ดึงไม่ผลัก คือโมหะ
...
ความเมตตาที่มากเกิน จะพลิกเป็นราคะ
ความกรุณาที่มากเกิน จะพลิกเป็นโทสะ
...
ต้องหัดมองอยู่ห่างๆ เตือนตัวเองไม่ให้เคล้าคลึงอารมณ์มากเกินไปจนหลง
วันเสาร์, พฤศจิกายน ๑๔, ๒๕๕๒
ปัญหาช่วงนี้...
ปัญหาคือ ไม่ใช่ว่าผมสามารถรับมือกับความทุกข์ได้
ปัญหาคือ ผมแค่โชคดีที่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีสิ่งกระทบ
ปัญหาคือ นานๆ ผมจะเจอกระทบรุนแรงเสียที ซึ่งทำให้ผมตั้งตัวไม่ติด
ปัญหาคือ หลังจากเสียศูนย์ ผมจะตั้งตัวไม่ติดนานมาก เป็นวันๆเลย
และนั่นแหละ ยิ่งยืนยันว่า เราไม่เอาไหนในเชิงคุณภาพจิตขนาดไหน
สงสัยต้องเพิ่มสมถะให้มากกว่านี้ เพราะแทบจะไม่ทำเอาเสียเลย
วันเสาร์, ตุลาคม ๑๐, ๒๕๕๒
ปกติคุยกับแฟนแบบนี้?...
อย่างเช่น คำถามว่า "ถ้าคิดว่าเราไม่ดี ก็อย่าคุยกัน" นี่ก็ถือว่าถามไม่ดี
ถามเพื่อวัตถุประสงค์ไม่ดี
ตอนถาม จิตใจจะแน่นๆ เพราะมันมีโทสะเจตนา
จิตใจมันไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบาย
ถ้าอยากมีใจที่โปรง เบา สบาย ต้องรู้จักดูว่าใจตัวเองมีสองอย่าง
คือจิตที่มีโทสะ กับจิตที่ไม่มีโทสะ
มันอยู่เป็นคู่
ตอนมีก็รู้ ตอนไม่มีก็รู้
ถ้ารู้บ่อยๆ อีกหน่อย เราจะรู้ตัวได้ทันทีที่เริ่มคิดไม่ดี
เรียนธรรมคู่ เพื่อรู้ธรรมหนึ่ง
รู้ไปบ่อยๆ จิตจะไม่ลงไปคลุกเคล้ากับอารมณ์
อยู่เหนืออารมณ์
เพราะรู้ทันเสียแล้วว่าอารมณ์อะไรกำลังเกิด
เห็นมันเกิดขึ้น เห็นว่าเมื่อไม่เติมเชื้ออารมณ์ มันก็จะหายไป
เป็นไตรลักษณ์
มันเกิดเอง หายเอง
บังคับไม่ได้
มันโกรธเอง เราเป็นผู้ดู
มันหายโกรธเอง เราเป็นผู้ดู
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม ๐๑, ๒๕๕๒
น้อยนัก...
ชาวโลกมีหลายพันล้าน ชาวพุทธมีนิดเดียว
ชาวพุทธมีหลายสิบล้าน ที่สนใจเข้าวัดมีนิดเดียว
คนที่สนใจเข้าวัด ที่สนใจปฏิบัติมีนิดเดียว
พวกที่ปฏิบัติแล้วเอาจริง คราวนี้นับตัวได้
- ลพ.ปราโมทย์ ปาโมชโช ณ สวนสันติธรรม 1/8/2551