วันพฤหัสบดี, ธันวาคม ๐๘, ๒๕๕๔

กายไม่ใช่เรา รู้หรือคิดไปเอง...

พักนี้ รู้สึกได้อยู่ตลอดว่า เวลาสัมผัสหรือระลึกถึงร่างกายตัวเอง แล้วจะรู้สึกเหมือนกับมันไม่ใช่ตัวเอง
มันจะเหมือนจับวัตถุอะไรบางอย่าง เหมือนจับร่างกายของคนอื่น ไม่ใช่ของตัวเอง

เวลาเอามือลูบหน้า หรือจับแขนขามือตัวเอง แทบจะทุกครั้ง ที่จะรู้สึกว่า มันแปลกไป ไม่รู้สึกว่ามันเหมือนเป็นอวัยวะของตัวเองเหมือนแต่ก่อน

พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นการเริ่มมองเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวตน
จริงๆ คิดไปถึงว่าอาจเป็นความผิดปกติของระบบประสาทตัวเองด้วยซ้ำไป

แต่ไม่ใช่ว่าจะรู้สึกแบบเด็ดขาดนะ มันเหมือนยังกึ่งๆ ว่าจะใช่ดีไม่ใช่ดีอยู่
แต่ที่แน่ๆ ค่อนไปทางไม่ใช่...

จับแล้วเหมือนจับวัตถุนิ่มๆ มีอุณหภูมิ มีพื้นผิว
อีกนิดเดียวก็แทบจะรู้สึกเหมือนจับโต๊ะเก้าอี้แล้ว

อาจเป็นเพราะการหัดระลึกถึงปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ
ทำให้สัมผัสมันชัดเจนกว่าปกติก็ได้ ทำให้รู้สึกไปอย่างนั้น

ปัญหาคือ รู้แบบนี้แล้วจะไปทางไหนต่อ
กำลังหาคำตอบต่อไป...

วันเสาร์, สิงหาคม ๒๗, ๒๕๕๔

ความมากน้อย ขึ้นอยู่กับผู้ศึกษา...

สำหรับผม พุทธศาสนา ศึกษาได้ทั้งแบบง่ายๆ กลางๆ และขั้นสูง...
อยู่ที่ว่า คนที่เข้ามาศึกษาต้องการศึกษาแค่ไหน และมีพื้นฐานความรู้ถึงแค่ไหน

การพยายามบอกว่ากลางๆ หรือต่ำๆ ก็พอ นั่นเพราะไม่รู้จักสูง...

เหมือนเรากำลังพูดถึงก้อน unknown ขนาดใหญ่มากก้อนหนึ่ง ใหญ่เท่าจักรวาล
เรามีกำลังพอจะรับรู้แค่ไหน เราก็ว่ามันมีอยู่แค่นั้น ทั้งๆที่ไม่ใช่

ฉันใดก็ฉันนั้น...

พยายามกันต่อไป...

วันอังคาร, พฤษภาคม ๑๗, ๒๕๕๔

อนิจจังแห่งการปฎิบัติ...

ห่างเหินการปฏิบัติในรูปแบบมานานหลายเดือนมากๆ น่าจะเกือบปีได้
เพราะมัวแต่ประมาทว่าเราดูอิริยาบถระหว่างวัน ดูจิตระหว่างวันไปตลอด

ซึ่งมันน่าจะดี แต่แท้จริงกลับไม่ดี
พอวันนี้ ลองกลับมาทำในรูปแบบ เดินจงกรมเพื่อจะเพิ่มกำลังสมาธิดูบ้าง

กลับพบว่า สภาพความเป็นกลางของจิตกลับแย่กว่าตอนไม่ตั้งใจทำอยู่มาก
กลายเป็นวันนี้ เดินแบบคนเดินไม่เป็นไปเลย
หาจุดจับไม่เจอ วางจิตไม่ถูก จะเพ่งมันก็ไม่เพ่ง จะดูมันก็ไม่ดู
น่าจะเรียกว่ามีโมหะครอบอยู่ก็ว่าได้

พยายามจะมองดูว่ามันมีโมหะ แต่มันก็ไม่หาย ยังคงไม่ชัดอยู่แบบนั้น
สุดท้ายก็ยอมแพ้ เลิกเดิน เพราะเดินไปก็มีแต่ยิ่งมีโทสะครอบซ้อนไปอีก

คิดว่าคงต้องพยายามกลับมาฝึกในรูปแบบเพิ่มเติมบ้าง
เพราะที่เคยทำได้ ก็ได้แค่ชั่วไม่กี่วินาที นับว่าแย่มาก...

อาวรณ์ในตัวตน...

ช่วงนี้ไล่ฟังไฟล์เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ จนหมดชุดที่ 37 แล้ว

ชุดนี้จะเริ่มเน้นเรื่องการแยกธาตแยกขันธ์
ฟังๆไป ก็ลองน้อมใจคิดตามที่หลวงพ่อสอน คือแยกขันธ์ในร่างกายดูไปเรื่อยๆ

ขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
แยกไปทีละส่วน แล้วลองหาดูว่า มีตัวเราอยู่ในขันธ์ต่างๆหรือไม่

เมื่อหาดูแล้ว ไม่พบในขันธ์ใดเลย ก็เกิดความรู้สึกหวงแหนอัตตาขึ้นมา
เศร้าเสียใจที่อัตตามันไม่อยู่ จนถึงขนาดสะอื้นร้องไห้ไปนิดนึง

ตัวเรายังรักอัตตาขนาดนี้ แค่ไปคิดๆเอาว่ามันไม่อยู่ ก็ยังเสียใจ
คงจะอีกนาน กว่าจะละอัตตาตัวตนทิ้งได้

คงจะต้องฝึกสมถะเพิ่มกำลังอีกสักหน่อย จะได้มีแรงรู้ได้ชัดขึ้น

เลยได้ประจักษ์ลางๆว่า อ้อ.. เรารักตัวเองถึงเพียงนี้นี่เอง...

วันจันทร์, พฤษภาคม ๐๒, ๒๕๕๔

อย่าชวนฉันไป สายหนอ สายเพ่ง...

มักมีคนมาชักชวน อวดอ้าง หรืออะไรก็ตามแต่
ว่าให้ผมไปปฏิบัติธรรมแบบเขาบ้าง...

ซึ่งสายที่เขาแนะนำให้ไปทำ ส่วนใหญ่ก็สายหนอ สายเพ่ง

ผมไม่อยากจะอวดอ้าง หรือยกตน เพราะก็เห็นมานะในจิตอยู่
แต่ที่ผมรู้สึกคือ ผมไม่ถูกจริตกับสายเพ่ง หรือสายหนอ เลย
หรือถ้าให้พูดยกหางตัวเอง ก็บอกว่า ผมเลยจุดนั้นไปแล้ว

ถึงจะไม่เคยไปเข้าคอร์สจริงจังกับสายนั้น แต่ผมก็เคยเสียเวลาลองทำตามที่ศึกษามา น่าจะหลายเดือนอยู่ และก็พบว่ามันก่อให้เกิดความเครียดมากเกินไป เรียกง่ายๆ ว่าไม่ถูกจริต

เห็นคนที่บอกว่าไปทำแล้วดี ก็อยากถามเขาเหมือนกันว่า แล้วตอนไม่ทำล่ะ ดีไหม?
ตอนที่อยู่นอกเวลาปฏิบัติ จิตใจเป็นแบบไหน โกรธแล้วรู้ทันไหม ด่าเขาแล้วรู้ตัวไหม

ทุกวันนี้ เวลาเจอพวกจะพาไปเพ่ง ก็จะบอกว่าไม่สนใจปฏิบัติไปเลย จบ
ดีกว่ามานั่งบอกว่าเราทำแบบไหนอยู่ เดี๋ยวก็จะทะเลาะกันเปล่าๆ

เพราะพวกสายเพ่งนี่แหละ อัตตาหนาแน่น ชวนทะเลาะเก่งนักแลฯ

(บทความนี้ เขียนด้วย มานะ )